วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

เคล็ด เลือกคณะ ต้องมีฝัน – รู้ศักยภาพ ตัวเอง

นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการ กกอ. เผยเคล็ดเลือกคณะ เรียนต่อระดับอุดมศึกษา ชี้ทุกคน ควรมีฝันว่าอยากจะเป็นอะไร แล้วสำรวจตัวเอง ให้มั่นใจ ก่อนตัดสินใจ เลือก 4 อันดับ ย้ำทุกอันดับ ควรเลือกจากความชอบ เพื่อจะได้เรียนในสิ่งที่เหมาะกับตัวตน แนะนักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจ เข้ารับฟังข้อมูลทุกด้านในงานมหกรรมอุดมศึกษาและศึกษาต่อ 2552 ระหว่าง 3-5 เม.ย.นี้ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว

นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยถึง การรับสมัครบุคคลเพื่อเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ในระบบแอดมิสชั่นส์กลาง ปีนี้ว่า ในระหว่างวันที่ 11-20 เมษายนนี้ จะเปิดรับสมัครผ่านทางเว็บไซต์ www.cuas.or.th และ ชำระค่าสมัครผ่านทางธนาคารและที่ทำการไปรษณีย์ไทย

จึงอยากจะให้นักเรียนทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญคือการเลือกคณะเพื่อเข้าเรียนในสถาบันต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบ จึงอยากแนะนำประเด็นสำคัญ ๆ คือ สิ่งแรกน้อง ๆ จะต้องรู้และเข้าใจตัวเอง ต้องรู้ว่าขณะนี้มีความฝันอะไรบ้าง ฝันว่าอยากมีอาชีพอะไร ฝันว่าอยากทำงานแบบไหนฝันว่าอยากมีรายได้เท่าไหร่ ความฝันต้องมาก่อน บางคนฝันตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนตั้งแต่ ม.1-3 ว่าอยากเป็นหมอ บางคนฝันอยากจะเป็นครู ความฝันทั้งหมดจะเริ่มต้นก่อน จากความฝันจะนำไปสู่ความจริง คือ ถ้าฝันอยากจะเป็นครูต้องตรวจสอบตัวเองอย่างจริงจังว่าชอบครูหรือเปล่า ฝันจะเป็นหมอ ก็สำรวจตัวเองว่าชอบหรือ เปล่า

เลขาธิการ กกอ.กล่าวอีกว่า ในการสำรวจตัวเองว่าการชอบไม่ชอบจริงหรือไม่ แนะนำว่าต้องไปดูวิถีคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนี้ที่เป็นต้นแบบของเราว่าเขามีความสุขจริงๆ หรือเปล่า ข้อมูลพวกนี้อยู่ที่สภาพแวดล้อมจริง จะทำให้เราเห็นการทำงานจริง จะรู้เส้นทางการทำงานชัดเจนมากขึ้น เมื่อเราชอบและเห็นวิถีชีวิตจริงแล้วเราทนได้ เราปฏิบัติได้ ต่อไปก็ต้องดูว่าเราก็ต้องดูศักยภาพว่าเราพร้อมที่จะเรียนพัฒนาตัวเองไปถึงจุดนั้นหรือเปล่า ศักยภาพเป็นเรื่องสำคัญ ณ วันนี้เราบอกเราเรียนได้ คนที่เป็นหมอเก่งวิทยาศาสตร์ แต่ต่อไปในอนาคตทักษะที่เราเก่งอาจจะเปลี่ยนได้ ศักยภาพต้องมองทั้งปัจจุบัน ทั้งในอดีต และต้องมองไปถึงอนาคตว่าเรามีศักยภาพที่จะประกอบอาชีพนั้นได้หรือไม่ เรามีศักยภาพที่จะเรียน อย่างจริงจังในวิชานั้นๆ ได้หรือไม่

“ศักยภาพเป็นเรื่องที่จะต้องตรวจสอบกันให้ดี ศักยภาพส่วนใหญ่ดูได้จากการเรียนการสอนที่ผ่านมา จะบอกได้ว่าเราชอบวิชานั้น จริงไม่จริง เราได้คะแนนสูงหรือไม่สูง ครูอาจารย์ก็เป็นอีกช่องทางที่จะแนะนำเรื่องศักยภาพเราได้ ว่าสุดท้ายแล้วเรารักวิชานั้นจริงหรือเปล่า บางครั้งได้คะแนนสูงก็ไม่ได้หมายความว่าเราชอบวิชานั้น ซึ่งข้อมูลการเลือกคณะ การค้นหาศักยภาพ การเรียนต่อ หรือเรื่องทุนการศึกษา ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ในงานมหกรรมอุดมศึกษาและศึกษาต่อ 2552 โดยครั้งนี้สำนักงานคณะกรมการการอุดมศึกษา หรือสกอ.ร่วมเป็นเจ้าภาพด้วย“ นายสุเมธกล่าวในตอนท้าย

สำหรับงานมหกรรมอุดมศึกษาและศึกษาต่อ ประจำปี 2552 จะจัดขึ้นในวันที่ 3-5 เมษายน 52 ที่จะถึงนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ Central ลาดพร้าว บริเวณชั้น 4-5 Bangkok Convention Centre กรุงเทพฯ ซึ่งภายในงานจะมีการบรรยายจากวิทยากรด้านการศึกษาที่ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นสำหรับนักเรียนนักศึกษา เช่น

- การเก็งคะแนน Admissions 52

- เส้นทางสู่อุดมศึกษาที่หลากหลาย

- การศึกษาต่อและขอทุนต่างประเทศ ฯลฯ

การให้คำแนะนำรายบุคคลจากอาจารย์ รุ่นพี่นักศึกษา ดารา นักร้อง กว่า 300 คน ตลอดจนสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศกว่า 300 สถาบัน มีบริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้านการศึกษา เช่น

- โปรแกรมช่วยเลือกคณะ

- ประเมินโอกาสสอบติด

- ค้นหาตัวเอง ฯลฯ

ไว้สำหรับบริการผู้เข้าร่วมงานพร้อมรับของที่ระลึกมากมาย ผู้ที่สนใจ จองเข้าชมงานฟรีได้ที่

http://expo.eduzones.com/2009/

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2552

บทความดีๆ สำหรับน้องๆ ที่สนใจด้านการโรงแรม และการท่องเที่ยว





"อนาคตการเรียนด้านการโรงแรม การท่องเที่ยว ยังน่าเรียนหรือไม่ ???"



ความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา...
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จของประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ในปี 2503 มีนักท่องเที่ยว 81,000 คน สร้างรายได้ถึง 196 ล้านบาท 50 ปีต่อมา จนถึงปี 2552 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศแล้วกว่า 14 ล้านคน สร้างรายได้ถึง 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งยังมีโอกาสของการเติบโตที่ดี เพราะประเทศไทยมีชื่อเสียงเรื่องมีภูมิประเทศที่สวยงาม มีความหลากหลายทั้งที่เป็นป่า ภูเขา และทะเลที่สวยงาม มีศิลปวัฒนธรรม และที่สำคัญ คือ คนไทยมีอัธยาศัยที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเป็นมิตร ดังจะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้รับการโหวตเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดลำดับต้นๆ เสมอมา

แต่ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา น้องๆ คงได้ทราบข่าวเกี่ยวกับสภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจ และเหตุการณ์ความไม่สงบ จนถึงขั้นปิดกั้นสนามบิน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้สถานการณ์ทางด้านการท่องเที่ยวของไทยซบเซา และทำให้ประเทศไทย สูญเสียรายได้เข้าประเทศไปเป็นจำนวนมหาศาล เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รายได้หลักอันดับหนึ่งของประเทศไทย คือรายได้ที่เกิดจากธุรกิจการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมบริการ

อนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย…
แม้ว่าประเทศไทย จะประสบกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ และความไม่สงบภายใน ดังที่กล่าวมา แต่แนวโน้มในภายภาคหน้า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย จะสามารถฟื้นฟู และกลับมาเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศได้ สังเกตุได้จากรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวในเดือนมกราคมที่ผ่านมา กลับมามากกว่าในปีที่แล้ว แม้ว่าจะเพิ่งผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบมาไม่นาน เพราะประเทศไทย มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมระดับโลกอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพมหานคร, จ.เชียงใหม่, เกาะพีพี ดอน จ.กระบี่ , เกาะพงัน และเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี และอื่นๆ อีกมากมาย (จากการประกาศรางวัล “2008 Traveler’s Choice Destination Awards” และในการจัดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเอเชีย “A Top Asian Destination”)
และจากผลการสำรวจของต่างประเทศยังให้ประเทศไทยเป็นแหล่งที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด จากผลสำรวจผลโหวตทางการท่องเที่ยวระดับโลก โดย ฟิวเจอร์แบรนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ กับบริษัท เวเบอร์ แชนด์วิค บริษัทประชาสัมพันธ์ระดับโลก ที่จัดการสำรวจติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งการสำรวจนั้นครอบคลุมธุรกิจระหว่างประเทศ และนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยได้คว้า อันดับหนึ่งของผลโหวต "Best Country Brand for Value for Money" หรือประเทศที่เป็นแหล่ง ท่องเที่ยวที่คุ้มค่าเงินที่สุด ติดอันดับที่ 3 ของความมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ติดอันดับที่ 3 ของความเป็นมิตร และอันดับที่ 4 สำหรับการเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายในการชอปปิง การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้มค่านี้ก็เป็นโอกาสที่ในยามวิกฤตที่หากจะประหยัดเงินในการ ท่องเที่ยวแล้วประเทศไทยก็ยังจะเป็นทางเลือกลำดับต้นๆ ซึ่งรางวัลที่ได้กล่าวมา นับเป็น รางวัลอันทรงเกียรติและน่าภาคภูมิใจของชาวไทย เปรียบเสมือนเสียงสะท้อนจากทั่วโลก ว่าประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศส่วนใหญ่จากทั่วทุก มุมโลกยังคงให้ความสนใจ และมีความประสงค์ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ททท. ได้รุกทำการตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ต่างๆ จากทั่วโลก (e-Marketing Thailand Campaign) โดยเน้นไปที่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของ ประเทศไทยในด้านต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวเกิดการรับรู้ว่าประเทศไทยปลอดภัย สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ และมีความคุ้มค่าในการใช้จ่ายมากที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ

ตามที่กล่าวมาข้างต้น ความเป็นไปได้ในการที่ ประเทศไทย จะกลับมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และการที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะกลับมาเป็นแหล่งรายได้หลักที่สร้างกำไร และความมั่งคั่งให้กับประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องยาก นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่สนับ สนุนการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของไทย โดยมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอีกมากมาย โดยล่าสุด ก็มีการออกแคมเปญการส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศเพื่อการกระจาย รายได้ และพลิกฟื้นเศรษฐกิจอีกด้วย
ดังนั้นหากน้องๆ ที่สนใจศึกษาต่อทางด้านการโรงแรม และการท่องเที่ยวอยู่แล้ว หรือยังไม่ทราบว่าจะเรียนต่อในสายใด หากมีใจรักงานบริการ รักที่จะเรียนรู้ และฝึกฝนความสามารถของตนเอง ทั้งในด้านวิชาการโรงแรม และภาษาอังกฤษ แล้วล่ะก็ สาขานี้ก็ยังเป็น สาขาที่น่าเรียน สามารถมีอนาคตที่ก้าวหน้า มั่นคง และสามารถประสบ ความสำเร็จในชีวิตการทำงานได้ไม่แพ้สาขาอื่นๆ ครับ เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการบริการในประเทศไทย ยังจะขยายตัว และต้องการผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งทางด้านนี้อีกมาก นอกจากนี้ โอกาสที่น้องๆ จะได้ไปทำงานในต่างประเทศ นำรายได้เข้าสู่ประเทศก็มีสูงมาก เพราะการบริการแบบไทย หรือที่เรียกว่า “Thai Hospitality” ถือว่าเป็นที่นิยม และเป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยว และสถานประกอบการในต่างประเทศ จนเป็นที่โด่งดังไป ทั่วโลกอีกด้วย ดังนั้นการเรียนในสายนี้ ไม่ว่าจะทำงานในประเทศ หรือต่างประเทศ ก็ถือว่าเป็นการช่วยชาติอีกทางหนึ่ง นอกจาก นี้การเรียนในสายนี้ ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการจะทำธุรกิจในด้าน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ ฯลฯ อีกด้วย

สำหรับบทความหน้า พี่จะมาเล่าให้ฟังถึงรายละเอียดต่างๆ ของวิชาทางด้านการโรงแรม และการท่องเที่ยว ว่ามีสายใดบ้าง จบแล้วจะได้ทำงานอะไรได้บ้าง และมีโอกาสก้าวหน้าทางหน้าที่การงานอย่างไรบ้างครับ ขอบคุณน้องๆ ที่สนใจทุกคนครับ




ที่มาของข้อมูล :

- ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 08 มกราคม พ.ศ. 2552 และ วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552
- http://thai.tourismthailand.org/ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
- www.thaigov.go.th (รัฐบาลไทย

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552

กินอะไรถึงบำรุงสายตา

นายแพทย์คำนูณ อธิภาส ผู้อำนวยการศูนย์เลสิกกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ หัวเราะร่วนก่อนให้คำตอบว่า จริงๆ แล้ว ตาของคนเราต้องการวิตามินหลายชนิด "ผักบุ้งอย่างเดียวคงไม่พอนะ"

เริ่มตั้งแต่ "วิตามินเอ" ที่มีผลต่อเรตินาหรือจอรับภาพ ผิวกระจกตา ผิวเยื่อบุ ขณะที่ "วิตามินซี" ก็จะเกี่ยวข้องกับน้ำตา ผิวกระจกตา และเส้นใยคอลลาเจนในตาดำ ส่วน "วิตามินบี" จะมีผลต่อความไวของประสาทเกี่ยวกับการส่งสัญญาณไปยังสมอง

"ด้วยความที่เราต้องการวิตามินเยอะมาก ดังนั้น จึงต้องรับประทานพืชผักหลายชนิด อย่าง แครอท หรือผักบุ้งก็จะประกอบด้วยวิตามินหลายอย่าง แต่ผมคงไม่ได้เจาะจงว่าให้กินผักบุ้งอย่างเดียว ควรจะกินอาหารหลายๆ อย่าง ให้ครบหมวดหมู่ตามที่ร่างกายต้องการจะดีกว่า" คุณหมอยิ้มแถมด้วยคำอธิบายเล็กๆ เกี่ยวกับความเชื่อที่ว่า หากสายตาสั้นตอนเด็ก แก่ตัวไปสายตาก็จะยาว ทำให้สายตากลับมาสมดุลปกติ

"อาการสายตายาวแบบผู้สูงอายุ หรือที่เรียกว่า presbyopia คือ 'ดูไกลชัดแต่ดูใกล้ไม่ชัด' มักจะเริ่มเกิดขึ้นในช่วงอายุ 40 ปี หลายคนคิดว่าพอสายตายาวในตอนแก่แล้ว จะทำให้สายตาสั้นที่มีอยู่เดิมก่อนหน้านี้หายไปได้ จริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง เพราะสายตาสั้นของเก่าก็จะยังอยู่เหมือนเดิม แต่จะเกิดอาการสายตายาวเกิดซ้อนขึ้นมาด้วย นั่นยิ่งทำให้แย่มากกว่าเดิมเสียอีก จึงควรเข้ารับการรักษา อาจต้องหาแว่นตามาสวม หรือใช้วิธีการรักษาอื่นๆ ก็ว่ากันไป"

แต่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะเลือกที่จะใช้แว่นตา หรือคอนแทคเลนส์มากกว่าวิธีอื่น อาจด้วยราคาที่ถูก และคิดว่าตาก็ดีๆ อยู่แล้ว ทำไมต้องไปทำอะไรกับมันให้วุ่นวาย ต่างจากมุมมองของจักษุแพทย์ที่เห็นว่าแม้สายตาสั้น-ยาว จะเป็นตาที่มีสุขภาพดีจริง แต่ถือว่ามีความผิดปกติที่น่าจะได้รับการแก้ไข

"คนทั่วไปมองว่าสายตาสั้นนิดยาวหน่อยเป็นเรื่องธรรมชาติ ก็ตาดีๆ อยู่ จะไปทำอะไรกับมันทำไม จริงๆ สายตาสั้น ยาว เอียง เป็นตาที่มีสุขภาพดี แต่ถ้าในวงแพทย์จะถือว่าเป็นความผิดปกติ สมมติเรามีสายตาสั้น 500 ระยะใกล้ที่มองเห็นได้ชัดที่สุดต้อง 20 เซนติเมตร นั่นทำให้สมรรถภาพในการมองเห็นของเราด้อยลงไป"

การเข้ารับการรักษาให้ตามองเห็นได้ชัดเจนในระยะที่สมควรจะเป็น จึงเป็นการแก้ความผิดปกติ บางคนอาจมองว่าเป็นการเสริมความงามให้กับตัวเองเกินไปหรือเปล่า คุณหมอหยุดคิดก่อนจะทิ้งท้ายว่า "ก็เป็นส่วนหนึ่งนะ อย่างปัจจุบันคนอเมริกันทำเลสิคไปแล้ว 4 ล้านคน เหตุผลเหมือนกันเลยคือ..ไม่อยากใส่แว่น" ตรงกันข้ามบางคนอาจคิดว่า ใส่แว่นแล้วดูคงแก่เรียน และน่าเชื่อถือก็มี

อย่าลืมกินผักกันมากๆ ตอนแก่แล้วจะได้ยังมีสายตาดีอยู่ 55555555555

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552

"วิธีรักษาความจำ"

1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ :: น้องๆจะต้องเลือกอาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวและอุดมไปด้วยผักผลไม้ ที่สำคัญต้องทานปลาเป็นประจำ ดื่มนมให้เหมาะตามวัย ซึ่งจะช่วยบำรุงสมองและบำรุงความจำได้ และน้องๆ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดด้วยนะคะ

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ :: จำไว้ให้ขึ้นใจเลยนะคะว่า น้องๆ จะต้องออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองดีขึ้น เมื่อสมองแข็งแรงจะส่งผลให้การจำแม่นยำขึ้นด้วยค่ะ

3. พักผ่อนให้เพียงพอ :: น้องๆ จะต้องนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง เพราะจะทำให้เซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้และความจำค่ะ เคยได้ยินเค้าว่ากันว่า ความบกพร่องด้านการจำและการเรียนรู้ อาจเกิดขึ้นได้เมื่อนอนไม่เพียงพอ หรือแม้อดนอนเพียงคืนเดียว

4. ใช้ความคิด :: น้องๆ สามารถทำได้โดยการบริหารสมอง เช่น การเล่นหมากรุก หมากล้อม เล่นเกมคอร์สเวิร์ด ฯลฯ กิจกรรมพวกนี้จะช่วยให้เซลล์สมองเจริญเติบโตมากขึ้น ความสามารถในการจำก็จะดีขึ้นด้วย ตรงกันข้าม การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ


น่าจะลองนำไปปฏิบัติดูนะคะ ปิดเทอมนี้สมองของเราจะได้แข็งแรงและมีความจำที่ดีเยี่ยม

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

10 นิสัยนี้ ไม่ควรที่จะมีอยู่ในตัวเรานะจ๊ะ เพราะมันอาจจะทำให้คำว่า “มิตรภาพ” หลุดลอยไปได้


1. ขี้จุ๊ในเรื่องต่างๆ เพราะพี่ปัดเชื่อว่าก็คงจะไม่มีใครชอบให้เพื่อนที่เรารักมาโกหกในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กหรือใหญ่ ดังนั้นเราก็ไม่ควรที่จะโกหกคนอื่นเช่นกัน



2. ตีสองหน้า คือ การพูดต่อหน้าและลับหลังคนละอย่าง ไม่สามารถหาความจริงใจได้เลย และยังต้องคอยระแวงระวังในการถูกแทงข้างหลังอีก วิธีแก้ง่ายนิดเดียวเพียงแค่เราพูดอย่างจริงใจทุกครั้งไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าหรือลับหลัง



3. ขี้อวด อวดได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการอวดรวย อวดของที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ฯลฯ เพราะถ้าเรายิ่งอวดมากเท่าไรก็อาจจะทำให้เพื่อนเรารู้สึก “หมั่นไส้” มากขึ้นไปเท่านั้น



4. ลอกเลียนแบบทุกอย่าง ทั้งเรื่องการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ฯลฯ จนเพื่อนรู้สึกเหมือนมีฝาแฝด พี่ปัดว่าเราควรที่จะเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด โดยเราลองถามตัวเองก่อนว่าชอบ ไม่ชอบอะไร เพื่อที่เราจะได้นำมาปรับให้เหมาะสมกับตัวเอง

5. ขี้งอน ไม่งอนในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพราะพี่ปัดเชื่อว่าเพื่อนๆ ต้องเบื่อแน่นอนถ้าต้องมาคอยง้องอนเราวันละ 3 เวลา ยิ่งง้อมาก แล้วยังไม่หายงอนล่ะก็ อาจจะทำให้เพื่อนเซ็งสุดๆ ก็ได้



6. ขี้เหนียวสุดๆ การประหยัดเป็นเรื่องที่ดี แต่เราก็ควรที่จะรู้จักให้บ้าง เช่น ถ้าเพื่อนต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน เพราะไม่สามารถติดต่อพ่อแม่ของเขาได้ เราก็ควรที่จะให้หยิบยืมได้ แต่ก็ไม่ใช่ให้ยืมในจำนวนที่เยอะนะจ๊ะ (ไม่ใช่ให้ยืม จนตัวเองเดือดร้อน)



7. ปากเสีย เราอาจจะไม่ใช่คนปากเสีย แต่เพราะเป็นคนที่พูดตรง จนอาจจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ถูกใจในบางครั้ง หรือชอบเอาปมด้อยของเพื่อนมาล้อเล่น โดยไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของผู้ฟัง



8. ขี้กลัว กลัวไปหมดซะทุกเรื่อง เช่น เพื่อนชวนไปเดินห้างสรรพสินค้าก็บอกว่ากลัวระเบิด ชวนไปกินอาหารก็บอกว่ากลัวจะไม่สะอาด หรือ กลัวท้องเสีย เป็นต้น แต่ในความพี่ปัดคิดว่าการได้ลองในสิ่งใหม่ๆ เป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ


9. โรคขี้ยืม ยืมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า รองเท้า หนังสือ ซีดี ฯลฯ แล้วไม่ค่อยเอามาคืน ต้องให้เจ้าของทวงอยู่หลายรอบกว่าที่จะยอมเอามาคืน



10. บ่นได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กหรือใหญ่ ขอให้ได้บ่นไว้ก่อน หรือในบางครั้งก็ชอบที่จะขุดเรื่องที่พลาดในอดีตมาบ่นอีกครั้ง ทำให้เพื่อนรู้สึกไม่อยากที่จะฟัง

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Mardi Gras


This article is about the carnival. For other uses, see Mardi Gras (disambiguation).
Mardi Gras (Also known as Fat Tuesday, or Shrove Tuesday)

Costumed musicians, French Quarter, New Orleans
Official name Mardi Gras (French: "Fat Tuesday")
Also called Shrove Tuesday, Fat Tuesday, Pancake Day, Dollar day
Type Local, cultural, Catholic
Significance Celebration prior to fasting season of Lent.
Date Day before Ash Wednesday
2008 date February 5
2009 date February 24
2010 date February 16
Celebrations Parades, parties
Related to Carnival
The terms "Mardi Gras" (mär`dē grä) and "Mardi Gras season",[1][2][3][4][5][6] in English, refer to events of the Carnival celebrations, ending on the day before Ash Wednesday. From the French term "Mardi Gras" (literally "Fat Tuesday"), the term has come to mean the whole period of activity related to those events, beyond just the single day, often called Mardi Gras Day or Fat Tuesday.[1][2][3][4][5][6] The season can be designated by the year, as in "Mardi Gras 2008".[6]

The time period varies from city to city, as some traditions consider Mardi Gras as the Carnival period between Epiphany or Twelfth Night and Ash Wednesday.[7] Others treat the final three-day period as being Mardi Gras.[8] In Mobile, Alabama, Mardi Gras events begin in November, followed by mystic society balls on Thanksgiving,[7][9] then New Year's Eve, formerly with parades on New Year's Day, followed by parades and balls in January & February, celebrating up to midnight before Ash Wednesday.[7]

Other cities most famous for their Mardi Gras celebrations include Rio de Janeiro, Brazil, and New Orleans, Louisiana. Many other places have important Mardi Gras celebrations as well.

Carnival is an important celebration in most of Europe, except in Ireland and the United Kingdom where the festival is called "shrovetide" ending on Shrove Tuesday, and pancakes are the tradition, and also in many parts of Latin America and the Caribbean

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ชุดครุย,,น่ารัก

มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มหาวิทยาลัยศิลปากร

มหาวิทยาลัยรังสิต

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

มหาวิทยาลัยรามคำแหง

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

มหาวิทยาลับนเรศวร

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยราชภัฎ


มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์







ดูไว้เปนแรงบันดาลใจกันนะ^^~*